posted on 19 Oct 2008 15:15 by loveandlearn
14 ตุลาคม 2551
วันนี้บ่ายโมงตรง
ได้ทราบผลการตรวจสุขภาพก่อนเข้าทำงานที่บริษัทใหม่จากคุณหมอ
"ผลการตรวจการตั้งครรภ์ เป็นบวกนะครับ"
ซึ่งแปลว่า แม่กำลังมีหนูอยู่ในท้อง
จากการสอบถามของคุณหมอ หนูมีอายุได้ 4 สัปดาห์แล้ว
ขณะนั้นเอง แม่ปิดการรับรู้ทางประสาทการรับรู้จากภายนอกโดยไม่รู้ตัว
ในสมองของแม่มีแต่คำพูด คำถาม คำตอบ ฯลฯ เทเข้ามาจนแทบไม่มีที่เก็บ
ความรู้สึกของแม่ ทั้งงง ตกใจ ดีใจ แปลกใจ สับสนไปหมด
หลังจากที่นั่งฟังคุณหมอพูดอะไรอยู่ก็ไม่รู้อยู่พักใหญ่
แม่เดินออกจากห้องตรวจ และกดโทรศัพท์หาพ่อหนู
"พี่นุก...หน่อยท้อง"
แม่จำไม่ได้เลยว่า พ่อพูดอะไรกับแม่บ้าง
แม่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าแม่ขับรถกลับถึงบ้านได้ยังไง
พอกลับถึงบ้าน
แม่ก็เริ่มร้องไห้ ...ร้องไห้อยู่นาน...
น้ำตามันไหลออกมาโดยปราศจากเสียงสะอื้นใดๆ
แล้วในที่สุดแม่ก็ได้รู้ถึงสาเหตุของน้ำตา
แม่กลัว...กลัวว่าหนูจะไม่ได้รับในสิ่งที่ดีที่สุด
หนูมาเร็วเกินไปจนแม่ยังไม่ทันจะเตรียมการอะไรไว้ให้หนูเลย
แม่ยังไม่ทันจะได้วางแผนอะไรไว้ให้หนูเลยสักนิด
แต่ก่อนที่แม่จะร้องไห้มากไปกว่านั้น
จู่ๆ ก็เกิดพลังบางอย่างในตัวแม่
ทำให้แม่เริ่มคิดได้...ทำไมแม่ถึงโง่อย่างนี้
ทำไมแม่ถึงได้ขี้ขลาดขนาดนี้
ความกลัวที่เกิดขึ้น..
เกิดจากที่แม่รักและเป็นห่วงหนูมากไม่ใช่หรือ
แล้วทำไมแม่จึงไม่เชื่อมั่นว่าความรักทั้งหมดที่แม่มี
มันจะทำให้แม่มีหนูไม่ได้
แม่เริ่มมีความเชื่อมั่นขึ้นมาเต็มหัวใจ
ว่าไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม
แม่พร้อม...พร้อมแล้วที่จะมีหนูเข้ามาในชีวิตของแม่
อย่างน้อยที่สุดแม่ก็พร้อมที่จะมอบความรักทั้งหมดที่แม่มีให้กับหนู
ซึ่งเป็นความรักตั้งแต่แรก...ที่เราได้รู้จักกัน
17 ตุลาคม 2551
พ่อกับแม่ออกเดินทางจากยะลาตั้งแต่เช้า
เพื่อพาหนูมาฝากท้องที่ รพ. มอ.
ผลการตรวจไม่พบสิ่งผิดปกติใดๆ
นอกจากผลการตรวจเม็ดเลือดของแม่ที่มันเล็กผิดปกติ
ซึ่งอาจทำให้แม่เป็นพาหะธาลัสซีเมีย
แต่ก็ต้องรอผลตรวจซ้ำอีกครั้ง
และต้องรอให้พ่อหนูตรวจหาพาหะอีกคน
ตอนที่แม่นั่งรอตรวจเลือด
แม่ก็เริ่มได้คิดอะไรบางอย่าง
ถ้ารอให้มีทุกอย่างพร้อม แล้วมีเท่าไหร่ถึงจะพร้อม
แล้วเมื่อไหร่ถึงจะพร้อม
และเมื่อทุกอย่างพร้อมสำหรับหนูแล้ว
จะแน่ใจได้ยังไง
ว่าสุขภาพของพ่อกับแม่จะยังคงพร้อมสำหรับการมีหนู
แม่ดีใจจริงๆ ที่วันนี้แม่มีหนู
ดีใจที่หนูเข้ามาในตอนนี้
หนูเปลี่ยนชีวิตแม่
เปลี่ยนความคิดแม่
และหนูไม่ได้เปลี่ยนแม่แค่คนเดียว
หนูเชื่อมั้ยว่าหนูทำให้
พ่อของหนูดูเป็นคนใช้ชีวิตอย่างมีเหตุผลมากขึ้น
พ่อของหนูเริ่มมองการณ์ไกลมากขึ้น
และดูจะเห่อหนูมากกว่าแม่เสียอีก
ต่อไปนี้คงจะมีอะไรหลายๆ อย่าง
ที่เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น...
แม่อยากให้หนูภูมิใจ...ว่าทุกอย่างมันเกิดขึ้นจากตัวหนู
เกิดขึ้นจากความรักที่พ่อและแม่มอบให้กับหนู
รักหนูที่สุด...
...แม่
posted on 13 Oct 2008 09:58 by loveandlearn
ถ้าครั้งหนึ่งเราเคยเชื่อว่า
รักแท้เคยเกิดขึ้นจริง
จงเชื่อเถิดว่า...มันจะเป็นจริงเช่นนั้น ตลอดไป
แต่การที่คนส่วนใหญ่มักลืมไปว่ารักแท้เคยเกิดขึ้นจริง หรือเชื่อว่ามันได้ลดน้อยลงไป
คงเป็นเพราะคนเหล่านั้นมองข้ามความรักที่เคยมี และให้ความสำคัญกับสิ่งอื่นแทนที่
มีหลายอาการที่แสดงให้เห็นว่าคู่รักให้ความสำคัญของกันและกันน้อยลง
นิสัยบางอย่างที่ทำให้คนรักไม่ชอบใจ
ซึ่งเราเคยสัญญาเอาไว้ว่าจะไม่แสดงให้เขาเห็นอีกในชีวิตนี้
กลับถูกงัดออกมาใช้เมื่อต้องการท่าไม้ตายในการต่อรอง
แทนที่การออดอ้อนเอาใจ...เหมือนเมื่อก่อนนั้น
เมื่อเกิดมีปากเสียงกัน
เราต่างเชื่อมั่นในและคอยพูดแต่เหตุผลของตนเอง
มากกว่าที่จะฟังและยอมรับเหตุผลของกันและกัน...เหมือนเมื่อก่อนนั้น
เมื่อเกิดความหึงหวง
เราต่างต้องการเอาชนะและพยายามหาคนผิดเพื่อตีตราประนาม
ไม่ว่าใครจะเป็นต้นเหตุก็ตาม
มากกว่าที่จะทำความเข้าใจ และให้อภัย...เหมือนเมื่อก่อนนั้น
เมื่อเกิดความน้อยใจ
เรากลับต้องการการเอาใจอย่างไม่สิ้นสุด
ไม่ว่าสาเหตุจะเล็กน้อยเพียงใดก็ตาม
มากกว่าที่จะให้อภัย และยิ้มให้กับมุขตลกที่เขาพยายามง้อ...เหมือนเมื่อก่อนนั้น
เราแทบไม่อยากเชื่อว่าอดีตที่เราเคยรักใครคนหนึ่งมากมาย
เป็นคนๆ เดียวกับคนที่นอนอยู่ข้างๆ เราทุกคืน
แม้บางคืน เราจะนอนไม่หลับเพราะมัวแต่กังวลว่า
พฤติกรรมที่ผิดปกติของเขา
แสดงว่าเขาอาจจะไปมีใครใหม่
หรือแอบคบใครลับหลังเราหรือเปล่า
ทั้งที่เมื่อก่อนนั้น...เราเคยไว้ใจเขาจนสุดหัวใจ
แต่เหตุผลที่จะทำให้คนสองคนต้องอยู่ร่วมกันต่อไป
ไม่ว่าบัดนี้ความรู้สึกจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรก็ตาม...
ถ้าเราเคยเชื่อว่า เรามีรักแท้ และเป็นเนื้อคู่ที่เหมาะสมกัน
ถ้าเราเคยเชื่อว่า เราจะครองรักกัน และสามารถดูแลกันและกันไปจนแก่เฒ่า
ถ้าเราเคยเชื่อว่า เราเข้ากันได้ดี และสามารถพูดคุยกันได้ในทุกๆ เรื่อง
ถ้าเราเคยเชื่อว่า เราสามารถทำให้อีกคนมีความสุขได้ แม้ไม่ต้องพยายามทำอะไรเลย
ถ้าเราเคยเชื่อว่า คนรักของเราคือคนรักที่ดีที่สุดในชีวิต ซึ่งคงหาไม่ได้อีกแล้วในชาตินี้
จงเชื่อมั่นเถิดว่า...รักแท้ไม่ได้เกิดขึ้นง่ายๆ
และเนื้อคู่ ก็คือคนสองคนที่จำเพาะเจาะจงที่จะต้องจับคู่กันเท่านั้น
จงเชื่อมั่นในสิ่งที่เราเคยเชื่อ
จงเชื่อว่ารักที่เคยมีไม่เคยน้อยลงหรือหายไปไหน
แต่เป็นเพราะเราให้ความสำคัญกับสิ่งอื่นมากกว่าความรักที่เคยมีนั่นเอง
posted on 12 Oct 2008 22:24 by loveandlearn
22.15น. รายงานสดจากยะลา
เพิ่งได้รับโทรศัพท์จากแฟน
ว่าเหมียวเหมียว กำลังคลอดลูกคอกแรกในชีวิต
ตื่นเต้น...จนนอนไม่หลับ
โชคดีที่แฟนต้องกลับบ้านก่อนเรา
หลังจากที่มาเยี่ยมพ่อแม่ที่หาดใหญ่ช่วงสุดสัปดาห์
"ตัวแรกคลอดออกมาแล้ว เหมียวเหมียวกำลังกินรกมัน
หน้าเหมือนแม่เลย โตขึ้นคงสวยน่าดู"
ก่อนจะเดินทางมาหาดใหญ่ บอกกับเหมียวเหมียวไว้ว่า
อย่าเพิ่งคลอดนะลูก รอพ่อกลับบ้านมาบ้านก่อน
พอพ่อกลับถึงบ้านปุ้บ เหมียวเหมียวร้องจะคลอดทันทีเลย
10นาทีผ่านไป
"เหมียวเหมียวยังไม่คลอดตัวต่อไปเลย..."
"พ่อต้องรอจนมันคลอดหมดนะ อย่าทิ้งเหมียวเหมียวนะ
ท่าทางคงอีกนาน พ่ออย่าแอบหลับไปก่อนนะ"
..ตื่นเต้นจัง อย่างกะคลอดเอง....
posted on 11 Oct 2008 23:15 by loveandlearn
หลายๆ คนพร้อมเสมอที่จะมีความรัก
แต่ไม่เคยพร้อมที่จะใช้ชีวิตโดยปราศจากอิสระ
ในขณะเดียวกัน คนเหล่านั้น
มักเป็นผู้โชคดี ได้พบรักแท้เสมอ
แต่ทำไมเล่า เขาจึงไม่คิดว่าควรจะทะนุถนอมความรักนั้นไว้
การนอกใจไม่เคยทำให้ใครมีความสุข
แม้จะเจือปนด้วยความตื่นเต้น เร้าใจ
แม้จะทำให้ใครบางคนรู้สึกมีคุณค่า
ที่ได้ทำให้ใครหลายคนมอบใจให้
โดยที่เขาไม่ต้องพยายามแลกกับอะไรเลย
แต่สุดท้าย สิ่งที่เขาจะได้รับไม่ใช่การที่เขาต้องเสียใจ
แต่มันเป็นการทำลายความรู้สึกดีๆ ของใครคนหนึ่ง
โดยที่มันอาจเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าไม่รู้จักจบ
ฉะนั้น เขาจึงมักนิ่งนอนใจ
ในขณะที่เขามีคนอื่น แต่คนรักของเขากลับมองข้ามการกระทำนั้นไป
โดยที่เขาคิดไปเองว่าสามารถทำให้คนรักเข้าใจ และยอมรับการกระทำของเขา
เขาจึงมักนิ่งนอนใจ
ในขณะที่คนรักของเขาเชื่อมั่นเหลือเกินว่าสามารถอยู่ได้โดยปราศจากเขา
โดยที่เขาคิดไปเองว่าสามารถทำให้คนรักเข้มแข็ง และอดทนมากขึ้น
และเขาจะยอมรับความจริงในวันสุดท้ายโดยปราศจากความอาลัยใดๆ
เมื่อได้รู้ว่าความรักที่เคยมีมากจนล้นนั้น
มันได้เหือดหายไปหมด จนไม่สามารถเรียกร้องอะไรคืนมาได้อีกแล้ว
คำตอบสุดท้ายของสิ่งที่เขาเชื่อมั่น คือการกระทำที่เย็นชา
สายตาว่างเปล่า ซึ่งมาจากคนที่รักเขามากที่สุด
คนเหล่านี้ไม่เคยยี่หระต่อการเริ่มต้นใหม่กับใครก็ตาม
คนเหล่านี้ไม่เคยรักใครนอกจากตัวเอง
คนเหล่านี้ไม่สมควรได้รับความรักจากใคร
แต่มักใช้เล่ห์เลี่ยมอุบายฉุดดึง ฉุดรั้งความรักของคนที่เขาต้องการไว้เสมอ
ทำไมคนเหล่านี้จึงสามารถทำร้ายจิตใจคนอื่นได้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า
หรือเธอ...ไม่เคยมีหัวใจ
posted on 06 Oct 2008 15:49 by loveandlearn
"ความรักทำให้คนเราทุ่มเทได้มากขนาดนี้เลยเหรอ"
น้องปิ่น สาวหน้าหวาน 1ใน4 สาวร่วมโต๊ะในร้านอาหารแห่งหนึ่งพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเปี่ยมสุข
ราวกับเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับตัวเอง
ขณะชำเลืองมองหนุ่มสาวโต๊ะห่างออกไปที่ชายหนุ่ม
กำลังเซอร์ไพรส์วันเกิดหญิงสาวที่เขารัก ด้วยดอกกุหลาบช่อโต
พร้อมเค้กวันเกิดก้อนใหญ่ ประดิษฐ์หน้าเค้กเป็นดอกไม้หลากสี
และจบด้วยของขวัญวันเกิดในกล่องกำมะหยี่เล็กๆ ที่ฝ่ายชายกำลัง
เอื้อมสวมสายสร้อยอัญมณีจากกล่องนั้นไปประดับให้กับคอของหญิงสาว
ที่กำลังน้ำตาคลอเบ้า ภายใต้บรรยากาศที่คลอเคล้าเสียงไวโอลิน
ที่จ้างมาเป็นพิเศษ
"วันหลังย้ายไปกินร้านอื่นได้มะ?
เดือนนี้มีทั้งเซอร์ไพรส์วันเกิด ทั้งขอแต่งงาน
ทั้งวันครบรอบบรรดาคู่รักที่ร้านนี้เกือบสามสิบรายแล้วนะ
นี่นับเฉพาะวันที่พวกเรามากินข้าวด้วยกันแค่อาทิตย์ละสองครั้งนะ"
เจน สาวห้าวที่สุดของกลุ่มพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงรำคาญแกมอิจฉา
"ก็เราเลือกร้านนี้เพราะบรรยากาศดี อาหารอร่อยไม่ใช่เหรอ
บรรยากาศที่ดีขนาดนี้ อาหารที่อร่อยขนาดนี้
เป็นธรรมดา ที่จะเลือกใช้สำหรับโอกาสพิเศษ"
พรรณชี้แจงด้วยน้ำเสียงเรียบๆ ตามบุคลิกเฉพาะตัว
"บรรยากาศแห่งความรัก สำหรับสาวโสดนี่มันจะดีจริงเหรอ"
สาวห้าวยังคงแย้งไม่เลิก
"สาวโสดอย่างเธอ"
หญิงสาวคนที่สี่ พี่สาวคนโตของกลุ่มพูดดักคอ
พร้อมแสดงสีหน้าสงสารแกมกวนให้
"นี่ถ้าไม่คิดจะมีความรัก ก็เลิกมองคนที่เค้ารักกันซะเถอะ"
พี่คนโตพูดย้ำ ราวกับจะยั่วให้สาวขี้อิจฉาโมโห
"ไม่ได้มองจริงๆนะ แต่มันขวางตา"
สาวขี้อิจฉาพูดด้วยน้ำเสียงเบาลง เมื่อเห็นว่าเรื่องเริ่มบานปลาย
เธอไม่ใช่คนชอบเอาชนะ แม้จะปากเสียทำลายบรรยากาศอยู่บ่อยๆ
"อันที่จริงแล้ว ขอแค่ให้รักกัน คนเราก็ใช้ทุกสถานที่
ให้เหมาะกับโอกาสพิเศษได้อยู่แล้วล่ะ จริงมะคะ"
สาวปิ่นพูดไปยิ้มไป ด้วยอารมณ์เปี่ยมสุข
จินตนาการภาพคู่รักที่เห็นอยู่เมื่อกี้ ว่าเป็นตัวเธอกับคนรัก
"จริงค่ะ ขนาดสะพานลอยหน้าออฟฟิศพรรณ
ที่คนแน่นที่สุดจนต้องเข้าคิวในชั่วโมงเร่งด่วน
ยังมีคนไปขอกันแต่งงานตรงนั้นเลย"
พรรณพูดถึงเหตุการณ์ไม่กี่วันก่อนที่เธอเคยเล่า
ให้เพื่อนสาวทั้งสามฟัง ซึ่งเพื่อนสาวทั้งหมด
ได้แต่อมยิ้ม เพราะนั่นทำให้สาวพรรณ
ซึ่งมาตามนัดช้าที่สุดในรอบปี
อยู่ในสภาพยับเยิน และเปียกปอนด้วยฝน
เพียงเพราะฝ่ายชายอ้ำอึ้ง ไม่กล้าขอแต่งงานสักที
เอาแต่นั่งคุกเข่าให้คนรอบข้างช่วยลุ้นเกือบชั่วโมง
"ฉะนั้น ถ้ายังคิดว่าคนมีความรักขวางหูขวางตา
เพราะความอิจฉาอีกล่ะก็
ชีวิตนี้คงต้องทำงานอยู่แต่บ้าน กินบะหมี่ใส่ไข่ไปจนตาย
ออกไปไหนไม่ได้อีกเลยตลอดชีวิต"
พี่กาญปิดประเด็น หวังจะให้เป็นมุขเด็ดที่ทุกคนหัวเราะ
แต่สามสาวที่เหลือนั่งอึ้งเพราะ
ประโยคที่พูดมันจริงจังเกินจนดูเหมือนผู้บริหารพูดปิดประชุมเสียมากกว่า
ก่อนที่จะมีเสียงน้องปิ่นปล่อยเสียงหัวเราะเล็กๆออกมาทำลายความเงียบกว่า 10วินาทีนั้น
และเพื่อนสาวทุกคนก็หัวเราะร่วมกัน